รัฐสุลต่านอาเจะฮ์ Jj VvoyKl Nh Iq5
| รัฐสุลต่านอาเจะฮ์ Keurajeuën Acèh Darussalam كاورجاون اچيه دارالسلام | ||||||
| รัฐในอารักขา ของ จักรวรรดิออตโตมัน (1569–1903) | ||||||
| ||||||
| ||||||
การขยายตัวของรัฐสุลต่านอาเจะฮ์ระหว่างสมัยของอิสกันดาร์ มูดา พ.ศ. 2151 - 2180
| ||||||
| เมืองหลวง | กูตาราจา, บันดาอาเจะฮ์ดารุซซาลัม (ปัจจุบันคือ บันดาอาเจะฮ์) | |||||
| ภาษา | ภาษาอาเจะฮ์, ภาษามลายู, ภาษาอาหรับ | |||||
| ศาสนา | ศาสนาอิสลามสุหนี่ | |||||
| รัฐบาล | สมบูรณาญาสิทธิราชย์ | |||||
| สุลต่าน | ||||||
| - | พ.ศ. 2039 - 2071 | อาลี มูฆายัต ชาห์ | ||||
| - | พ.ศ. 2418 - 2446 | อลาอุดดิน มูฮัมหมัด ดาอูด ชาห์ที่ 2 | ||||
| ประวัติศาสตร์ | ||||||
| - | การขึ้นครองราชย์ของสุลต่านองค์แรก | พ.ศ. 2039 | ||||
| - | สงครามอาเจะฮ์ | พ.ศ. 2446 | ||||
| สกุลเงิน | ทองธรรมชาติและเหรียญเงิน | |||||
| ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ | ||||||
รัฐสุลต่านอาเจะฮ์ (อังกฤษ: Sultanate of Aceh) หรือชื่อทางการคือ ราชอาณาจักรอาเจะฮ์ดารุซซาลัม (Kingdom of Aceh Darussalam, ภาษาอาเจะฮ์: Keurajeuën Acèh Darussalam; อักษรยาวี: كاورجاون اچيه دارالسلام) เป็นรัฐที่มีสุลต่านเป็นผู้ปกครองอยู่ในบริเวณที่ปัจจุบันคือจังหวัดอาเจะฮ์ ประเทศอินโดนีเซีย ครองอำนาจในราวพุทธศตวรรษที่ 21 – 22 ก่อนจะเสื่อมอำนาจลง เมืองหลวงตั้งอยู่ที่กูตาราจา ปัจจุบันคือบันดาอาเจะฮ์ ในช่วงที่มีอำนาจ อาเจะฮ์พยายามเข้ายึดครองรัฐสุลต่านยะโฮร์ และมะละกาที่อยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุเกส พยายามเข้าควบคุมช่องแคบมะละกา และพื้นที่ที่มีพริกไทยและดีบุกมาก อาเจะฮ์เป็นศูนย์กลางของนักปราชญ์อิสลามและการค้า
เนื้อหา
- 1 การก่อตั้งและความรุ่งเรือง
- 2 วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ
- 3 ช่วงสุดท้ายและการยึดครองของเนเธอร์แลนด์
- 4 สุลต่าน
- 5 อ้างอิง
- 6 แหล่งข้อมูลอื่น
การก่อตั้งและความรุ่งเรือง[แก้]
ประวัติศาสตร์ช่วงแรกของอาเจะฮ์ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด โดยมีทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่ากำเนิดจากชาวจาม ภาษาอาเจะฮ์เป็นภาษาหนึ่งในกลุ่มภาษาอาเจะฮ์-จาม 10 ภาษา ตามประวัติศาสตร์มลายู กษัตริย์จามปา ซยาห์ เปา กูบะห์ มีโอรสชื่อ ซยาห์ เปาลิง ได้อพยพออกมาเมื่อเมืองวิชายาถูกราชวงศ์เลของเวียดนามตีแตกใน พ.ศ. 2014 และมาก่อตั้งราชอาณาจักรอาเจะฮ์ ผู้ปกครองอาเจะฮ์หันมานับถือศาสนาอิสลามในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 21 สุลต่านองค์แรกคืออาลี มูฆายัต ชาห์ ผู้ปกครองสุมาตราเหนือใน พ.ศ. 2063 โดยเข้ายึดครองเดลี เปอดีร ปาไซ และเข้าโจมตีอารู โอรสของพระองค์คือ อะลาอุดดีน อัลกาฮาร์ พยายามขยายอิทธิพลลงไปทางใต้ของสุมาตรา และพยายามข้ามช่องแคบไปยึดครองยะโฮร์และมะละกา อาเจะฮ์ได้รับการสนับสนุนจากจักรวรรดิออตโตมันที่ส่งทหารมาช่วย
ในวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2142 กอร์เนลียึส เฮาต์มัน ชาวดัตช์ได้เดินทางมาถึงอาเจะฮ์และต้องการยึดครองให้เป็นส่วนหนึ่งของอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ พวกเขาได้รับอนุญาตจากสุลต่านให้เข้ามาซื้อขายพริกไทยได้ ชาวดัตช์เหล่านี้ได้พักอยู่ 3 เดือน ได้ออกซื้อพริกไทยและเครื่องเทศ แต่ถูกชาวพื้นเมืองโจมตีเสียชีวิตไป 68 คน ในปีเดียวกันนั้น ตัวแทนจากบริษัทอินเดียตะวันออกได้เดินทางมาถึงและกลับไปใน พ.ศ. 2145[1][2]
สุลต่านระหว่าง พ.ศ. 2132 – 2147 คือ อาลาอุดดีน เรียยัก ชาห์ อิบน์ ไฟร์มัน ชาห์ ความยุ่งยากภายในทำให้การขยายอำนาจของสุลต่านเป็นไปได้ไม่เต็มที่ จนกระทั่ง อิสกันดาร์ มูดาขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 2150 เขาขยายอำนาจยึดครองไปทั่วเกาะสุมาตรา และขยายอำนาจเข้าควบคุมปาหังซึ่งเป็นแหล่งผลิตดีบุกในคาบสมุทรมลายา อาเจะฮ์เรืองอำนาจจนถึง พ.ศ. 2172 จึงพ่ายแพ้มะละกาที่ร่วมมือกับโปรตุเกสและยะโฮร์ ซึ่งได้ทำลายกองทัพเรือและทหารราว 19,000 คน ตามบันทึกของโปรตุเกส[3][4] อย่างไรก็ตาม อาเจะฮ์ไม่ได้ถูกทำลายทั้งหมด เพราะยังสามารถไปรุกรานเคดะห์ได้ในปีเดียวกัน และกวาดต้อนพลเมืองมายังอาเจะฮ์ อิสกันดาห์ กานี เจ้าชายจากปาหังซึ่งเป็นพระราชบุตรเขยได้ครองราชย์ต่อมา ในสมัยนี้ อาเจะฮ์ได้เน้นความเป็นเอกภาพทางศาสนาและความเข้มแข็งภายใน เมื่อสิ้นสุดรัชกาลของทานี อาเจะฮ์ปกครองโดยสุลต่านหญิง ในช่วงนี้ อำนาจปกครองของอาเจะฮ์อ่อนแอลง ในขณะที่อำนาจทางศาสนาเพิ่มสูงขึ้น สุลต่านกลายเป็นตำแหน่งเชิงสัญลักษณ์ ดังที่ นักเดินทางชาวเปอร์เซียได้กล่าวถึงสุมาตราเหนือใน พ.ศ. 2223 ว่ามีผู้ปกครองท้องถิ่นแยกกันปกครองเป็นอิสระ
วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ[แก้]
อาเจะฮ์ถือว่าตนเองสืบทอดมาจากรัฐสุลต่านปาไซ รัฐอิสลามแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสืบทอดงานเผยแผ่ศาสนาและเป็นศูนย์กลางของนักวิชาการทางด้านอิสลาม หลังจากที่มะละกาถูกโปรตุเกสยึดครอง ได้แปลอัลกุรอ่านและเอกสารทางศาสนาอิสลามเป็นภาษามลายู นักวิชาการที่เป็นที่รู้จักกันคือ ฮัมซะห์ ปันซูรี ซัมซุดดินแห่งปาไซ อับดูรราอูฟแห่งซิงกิลและนูร์รุดดิน อาร์รานีรี ชาวอินเดีย[5]
อาเจะฮ์ได้กำไรจากการส่งออกพริกไทย จันทน์เทศ กานพลู หมาก [6]และดีบุกหลังเข้ายึดครองปาหังได้ใน พ.ศ. 2160 อัตราการลงทุนต่ำและใช้ทองเป็นสกุลเงินทำให้เศรษฐกิจอ่อนแอ ไม่สามารถผลิตอาหารให้เพียงพอกับกองทัพและการค้าของรัฐ จนในราวพุทธศตวรรษที่ 22 ที่บริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ได้เข้ามามีบทบาททั้งการทหารและเศรษฐกิจจนสามารถยึดครองมะละกาได้สำเร็จใน พ.ศ. 2185
ช่วงสุดท้ายและการยึดครองของเนเธอร์แลนด์[แก้]
ใน พ.ศ. 2422 สุลต่านบัดร์ อัลอลาม ชารีฟ อาซิม ญามาล อัดดิมขึ้นครองบัลลังก์ ซึ่งเป็นสุลต่านชายคนแรกในรอบ 60 ปี จากนั้น เป็นการปกครองโดยผู้ปกครองหลายองค์ในช่วงสั้นๆ จนใน พ.ศ. 2270 สมาชิกจากราชวงศ์บูกิส สุลต่านอลาอัดดิน อะห์หมัด ชาห์ ขึ้นครองอำนาจ สุลต่านได้ได้อนุญาตให้โกห์ ลายฮวน กัปตันชาวจีนจากปีนัง นำพริกไทยจากอาเจะฮ์ไปปลูกที่ปีนัง ต่อมาใน พ.ศ. 2362 โกห์ได้ช่วยสุลต่านปราบปรามผู้ปกครองท้องถิ่นในอาเจะฮ์[7]
ในช่วง พ.ศ. 2463 อาเจะฮ์ผลิตพริกไทยได้ครึ่งหนึ่งของผลผลิตในโลก ตนกู อิบราฮิมได้ฟื้นฟูอำนาจของสุลต่านและเข้าควบคุมรายาพริกไทยที่ต้องส่งบรรณาการให้สุลต่าน และมีอำนาจในช่วงที่พี่ชายของเขา มูฮัมหมัด ชาห์ เป็นสุลต่าน และในรัชกาลต่อมาคือสุไลมาน ชาห์ ก่อนจะขึ้นเป็นสุลต่านองค์ต่อมาคือ สุลต่าน อาลี อลาอุดดิน มันซูร์ ชาห์ เขาขยายเขตควบคุมของอาเจะฮ์ลงไปทางใต้ ในเวลาเดียวกันที่เนเธอร์แลนด์ขยายอำนาจขึ้นเหนือ
สหราชอาณาจักรที่ได้รับรองเอกราชของอาเจะฮ์เพื่อปกป้องให้พ้นจากการยึดครองของเนเธอร์แลนด์ ได้ทบทวนนโยบายของตนใหม่ และได้ลงนามในสนธิสัญญาสหราชอาณาจักร-เนเธอร์แลนด์เกี่ยวกับสุมาตรา ยอมให้เนเธอร์แลนด์ควบคุมเกาะสุมาตราทั้งหมด แลกเปลี่ยนกับการผนวกโกลด์โคสต์และสิทธิทางการค้าที่เท่าเทียมกันในอาเจะฮ์ สนธิสัญญานี้นำไปสู่สงครามอาเจะฮ์ใน พ.ศ. 2416 เมื่ออาเจะฮ์ลงนามในสนธิสัญญาทางการค้ากับสหรัฐ เมื่อเนเธอร์แลนด์เตรียมตัวทำสงครามนั้น มะห์มุด ชาห์ได้ขอความช่วยเหลือจากนานาชาติแต่ไม่สำเร็จ
สุลต่านได้ออกจากเมืองหลวงเมื่อพระราชวังถูกยึดเมื่อ 31 มกราคม พ.ศ. 2416 ออกไปสู่เขตเทือกเขา เนเธอร์แลนด์ได้ประกาศผนวกอาเจะฮ์ สุลต่านเสียชีวิตลงด้วยอหิวาตกโรค ชาวอาเจะฮ์ได้ยกหลานของสุลต่านตนกูอิบราฮิมขึ้นมาเป็นผู้นำ ผู้นำท้องถิ่นแม้จะยอมรับอำนาจของเนเธอร์แลนด์แต่ก็ให้ความช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านด้วย ในเวลานั้น นักการเมืองอาเจะฮ์ขอความช่วยเหลือจากอาณาจักรออตโตมันแต่ไม่สำเร็จ ตำแหน่งผู้นำในการต่อต้านเปลี่ยนมือไปสู่เจ้าของที่ดินและเป็นผู้นำทางศาสนาในที่สุด ที่ปรึกษาของสุลต่านอับด์ อัรเราะห์มาน อัลซาอีร์กลับมามีอำนาจควบคุมขบวนการเรียกร้องเอกราช แต่สุดท้ายก็ยอมมอบตัวต่อเนเธอร์แลนด์แลกเปลี่ยนกับการไปอยู่ที่เมกกะ
เนเธอร์แลนด์ขยายอิทธิพลจากเขตชายฝั่งเพื่อควบคุมพื้นที่ทั้งหมด สร้างทางรถไฟเชื่อมถึงเมืองหลวง ทำให้ประเทศสงบลงได้ใน พ.ศ. 2427 กระบวนการทางสันติภาพเชื่องช้าลงหลังจากนั้น แต่ก็ก้าวหน้าอีกครั้งระหว่าง พ.ศ. 2441–2446 ซึ่งเจ้าของที่ดินได้เซ็นสัญญาสงบศึกกับเนเธอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์สามารถจัดตั้งรัฐบาลในอาเจะฮ์ได้ และทำให้สุลต่านยอมมอบตัวใน พ.ศ. 2446 และได้ลี้ภัยใน พ.ศ. 2450 โดยไม่ได้ระบุนามรัชทายาท แต่ฝ่ายต่อต้านก็ยังสู้รบต่อจนถึง พ.ศ. 2455[8][7]
สุลต่าน[แก้]
| สุลต่านอาเจะฮ์ | รัชสมัย |
|---|---|
| อาลี มูฆายัต ชาห์ | c. 1514–1530 |
| ซาลาฮุดดินแห่งอาเจะฮ์ | 1530–c. 1537/39 |
| อะลาอุดดิน อัลกาฮาร์ | c. 1537/39–1571 |
| Ali Ri'ayat Syah I | 1571–1579 |
| สุลต่านมูดา | 1579 |
| ศรี อลาม | 1579 |
| ไซนุล อาบีดิน แห่งอาเจะฮ์ | 1579 |
| อะลาอุดดีน มันซูร์ ชาห์ | 1579–1585/86 |
| Ali Ri'ayat Syah II, Raja Buyung | 1585/86–1589 |
| Alauddin Ri'ayat Syah Sayyid al-Mukammal | 1589–1604 |
| Ali Ri'ayat Syah III | 1604–1607 |
| อิสกันดาร์ มูดา | 1607–1636 |
| อิสกันดาร์ ทานี | 1636–1641 |
| ราตู ซาเฟียตุดดิน ทายุล อะลาม | 1641–1675 |
| Ratu Nurul Alam Naqiatuddin Syah | 1675–1678 |
| Ratu Inayat Zaqiatuddin Syah | 1678–1688 |
| Ratu Kamalat Syah | 1688–1699 |
| Badr ul-Alam Syarif Hasyim Jamaluddin | 1699–1702 |
| Perkasa Alam Syarif Lamtui Syah Johan Berdaulat | 1702–1703 |
| Jamal ul-Alam Badr ul-Munir | 1703–1726 |
| Jauhar ul-Alam | 1726 |
| Syamsul Alam | 1726–1727 |
| อลาอุดดิน Ahmad Syah | 1727–1735 |
| อลาอุดดิน Johan Syah | 1735–1760 |
| อลาอุดดิน Mahmud Syah I | 1760–1781 |
| Badr ul-Alam Syah | 1764–1765 |
| สุไลมาน ชาห์ | 1773 |
| อลาอุดดิน มูฮัมมัด ชาห์ | 1781–1795 |
| อลาอุดดิน เยาฮารฺ อุลอลาม ชาห์ (สมัยแรก) | 1795–1815 |
| ชาริฟ ไซฟุล อลาม ชาห์ | 1815–1819 |
| อลาอุดดิน เยาฮารฺ อุลอลาม ชาห์ (สมัยที่ 2) | 1819–1823 |
| อลาอุดดิน มูฮัมหมัด ดาอูด ชาห์ที่ 1 | 1823–1838 |
| อลาอุดดิน สุไลมาน อาลี อิสกันดาร์ ชาห์ | 1838–1857 |
| อลาอุดดิน อิบราฮิม มันซูร์ ชาห์ | 1857–1870 |
| อลาอุดดิน มะห์มูด ชาห์ที่ 2 | พ.ศ. 2413 - 2417 |
| อลาอุดดิน มูฮัมหมัด ดาอูด ชาห์ที่ 2 | พ.ศ. 2417 - 2446 |
อ้างอิง[แก้]
- J.M. Barwise and N.J. White. A Traveller’s History of Southeast Asia. New York: Interlink Books, 2002.
- M.C. Ricklefs. A History of Modern Indonesia Since c. 1300, 2nd ed. Stanford: Stanford University Press, 1994.
- ↑ Michael Hicks, ‘Davis , John (c.1550–1605)’, Oxford Dictionary of National Biography, Oxford University Press, 2004; online edn, Jan 2008
- ↑ Ooi Keat Gin, ed. (2004). Southeast Asia. Santa Barbara, Calif. [u.a.]: ABC Clio. p. 120. ISBN 1-57607-770-5.
- ↑ Ricklefs, 34
- ↑ *D. G. E. Hall, A History of South-east Asia. London: Macmillan, 1955.
- ↑ Ricklefs, 51
- ↑ Barwise and White, 115–116
- ↑ 7.0 7.1 The Cambridge History of Southeast Asia By Nicholas Tarling Published by Cambridge University Press, 1999 ISBN 978-0-521-66370-0; pg. 260
- ↑ Ricklefs, 146
แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]
- The History of Sumatra by William Marsden, c. 1800